สุนัขพันธ์ท้องถิ่น


ประวัติสุนัขพันธ์บางแก้ว

หมาบางแก้วมีชื่อเสียงมานานแล้วก็จริง แต่ก็หาผู้ที่รู้เกี่ยวกับความเป็นมาของประวัติพันธุ์ไม่ได้ เพียงแต่บอกอย่างลอยๆ ว่าเป็นลูกผสมระหว่างหมาป่ากับหมาไทย และเท่าที่ผู้ใกล้ชิดสังเกตดูรูปร่างและอุปนิสัยแล้ว พบว่าหมาบางแก้วเกิดจากหมา 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ไทย พันธุ์จิ้งจอก และพันธุ์หมาป่า คือ มีขนยาวปานกลาง ปากแหลม หางเป็นพวง ซึ่งเป็นลักษณะของหมา จิ้งจอก กะโหลกรูปสามเหลี่ยม ใบหูตั้งสั้นปลายแหลม แบนออกข้างๆ โคนหูห่างกันมาก เป็นลักษณะของหมาป่า

นายมา เกตุนิล อายุ 92 ปี (เกิดปี พ.ศ. 2444) ได้เล่าถึงสภาพของบ้านบางแก้วในอดีตและประวัติพันธุ์หมาบางแก้วว่า บ้านบางแก้ว ตำบลท่านางาม (ชื่อเดิมตำบลบางแก้ว) อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ในอดีตนั้นบ้านบางแก้วอุดมไปด้วยป่าพง ป่าระกำ ป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดอื่นๆ เนืองแน่นอยู่ทั่วไป จากสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์จึงเหมาะแก่การอยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด แต่ทว่าในปัจจุบันสภาพของป่าถูกบุกรุกและถูกทำลายไปมากจนไม่หลงเหลือให้เห็นอีกเลย

พื้นที่บริเวณบ้านบางแก้วมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูฝนมีน้ำไหลหลากและน้ำท่วมอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้นจึงทำการเพาะปลูกพืชผลไม่ได้ สภาพภูมิประเทศมีความกันดาร และเต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ บ้านบางแก้ว จึงเป็นสถานที่มีบุคคลมักหลบหนีมาซ่อนตัว หรือเป็นที่หลบภัยของผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย กลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงนับได้ว่าเป็นคนรุ่นแรกที่เริ่มบุกเบิกเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบ้านบางแก้ว ต่อมามีการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี และอ่างทอง เดินทางเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน โดยสร้างเรือนแพอาศัยอยู่ในคลองบางแก้ว ซึ่งเชื่อมติดต่อกับแม่น้ำยม อาชีพหลักที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน คือ การจับปลาในคลองบางแก้ว ซึ่งมีชุกชุมมาก เมื่อเริ่มมีเครื่องยนต์กลไกเข้ามาใช้บ้างแล้ว การเดินทางของชาวบางแก้ว เพื่อเข้ามาในเมืองพิษณุโลกทำได้ 2 ทาง ถ้าเป็นฤดูแล้ง จะเดินด้วยเท้า เกวียนหรือขี่ม้า ผ่านทางทุ่งทะเลแก้วแล้วออกทางวัดตาลมาที่ถนนสาย 9 หรือถนนสิงห์วัฒน์ในปัจจุบัน ถ้าเป็นฤดูฝนมีน้ำท่วมมากต้องพายเรือ หรือแจวเรือไปตามคลองบางแก้ว แล้วขึ้นที่หนองแกแล ท่าเรือบางระกำ เพื่อขึ้นรถโดยสารเข้ามาในตัวเมืองพิษณุโลก

เมื่อชุมชนมีความเจริญมากขึ้นตามลำดับ ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างวัดบางแก้วขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจและทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญงอกงาม

หลวงปู่มาก เมธารี เจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว นอกจากเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง มีความรู้แตกฉานทั้งด้านภาษาบาลี และภาษาขอม ท่านยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านคาถาอาคมและทางไสยศาสตร์ เป็นที่ยอมรับกันว่าท่านเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นพระที่มีใจเมตตากรุณา ท่านได้เลี้ยวสัตว์ไว้หลายชนิด ทั้งไก่แจ้ นกเขา แมว ม้า และสุนัข ต่อมามีนักเลงคนหนึ่งชื่อตานิ่ม อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของวัดบางแก้ว ตานิ่มได้ถวายสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งให้หลวงปู่มาก สุนัขตัวนี้มีลักษณะตัวใหญ่ สีดำ และมีขนยาว เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ได้ไปผสมพันธุ์กับสุนัขจิ้งจอก หรือสุนัขป่า มีลูกออกมาเป็นสีดำปนกับสีประดู่ ตัวใหญ่ และขนยาว ในช่วงนั้นหลวงปู่มากมีสุนัขรวมเป็น 4 ตัว ต่อมาได้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวบ้านจากจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และอ่างทอง เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านบางแก้วและเมื่อปี พ.ศ. 2469 พวกลาวโซ่งได้อพยพครอบครัวต้อนควายมาด้วยหลายสิบฝูง และมีสุนัขติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก พวกเขาตั้งหลักถิ่นฐานอยู่ที่บ้านห้วยชัน ซึ่งห่างจากบ้านบางแก้วประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวบ้านจากห้วยชัน กับชาวบ้านบางแก้วมีการติดต่อค้าขายกัน เมื่อชาวบ้านจากห้วยชันเดินทางมาบ้านบางแก้วก็มีสุนัขติดตามมาด้วย ดังนั้นสุนัขจากหมู่บ้านห้วยชันจึงได้มีโอกาสผสมพันธุ์กับสุนัขของหลวงปู่มาก พอลูกออกมา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามเรือนแพก็มาขอลูกสุนัขของหลวงปู่มากไปเลี้ยงไว้บนแพ ต่อมาเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เป็นช่วงที่น้ำไหลหลากท่วมพื้นดินเป็นแรมเดือน สุนัขจากท้องถิ่นอื่นๆ ก็ไม่มีโอกาสเข้าผสมพันธุ์ด้วย เมื่อสุนัขในพื้นที่บางแก้วผสมพันธุ์กันเองภายในเหล่าเดียวกันหลายชั่วอายุ การผสมพันธุ์ก็ไม่ได้มีเกณฑ์อะไร เป็นไปอย่างธรรมชาติหลายสิบปี จึงเกิดลูกพันธุ์หมาบางแก้วแท้ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ดังนั้นทั้งสภาพจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนให้เกิดสายเลือดของสุนัขบางแก้วขึ้น

มาตรฐานพันธุ์หมาบางแก้ว

มาตรฐานพันธุ์หมาไทยบางแก้ว ที่กำหนดขึ้นโดยชมรมผู้อนุรักษ์และพัฒนาสุนัขไทยบางแก้ว พิษณุโลก แห่งประเทศไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก (นายไพฑูรณ์ สุนทรวิภาค) เป็นประธานวางกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการพัฒนาสายพันธุ์ และได้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2534 ดังนี้

ลักษณะทั่วไป หมาบางแก้วมีลักษณะเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่าวคือ มีขนปุยยาว มีความสง่างาม ว่องไวและแข็งแรง เวลายืนมักเชิดหน้าและโก่งคอคล้ายม้า เป็นสุนัขขนาดกลาง รูปทรงตั้งแต่ช่วงขาหน้าถึงขาหลังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส อกกว้างและลึกได้ระดับกับข้อศอก ไหล่กว้าง ท้องไม่คอดกิ่ว หน้าแหลม หูเล็ก หางพวง ขนมีสองชั้น นิสัยรักเจ้าของ ฉลาดปราดเปรียว กล้าหาญ ค่อนข้างดุ สามารถฝึกหัดได้ ชอบเล่นน้ำมาก

ขนาด ขนาดเท่าหมายไทย หรือเล็กกว่าเล็กน้อย ไม่อ้วน ความสูงวัดที่ไหล่ ตัวผู้พ่อพันธุ์สูง 42-53 เซนติเมตร ตัวเมียแม่พันธุ์ 38-48 เซนติเมตร น้ำหนักตัวผู้ 14-16 กิโลกรัม ตัวเมีย 13-15 กิโลกรัม

ลำตัว ช่วงตัวตอนหน้าใหญ่ ช่วงตัวตอนท้ายค่อนข้างเล็ก ลำตัวหนาปานกลาง อกลึกปานกลาง อกแคบ ยืดอกเวลายืน ส่วนเอวจะคอดน้อยกว่าหมาไทย ท้ายลาด สง่าเหมือนหมาจิ้งจอก

ขา ว่ากันว่าดูหมาบางแก้วแท้ ๆ ให้สังเกตขา ขาหน้าจะใหญ่กว่าขาหลังเล็กน้อย ขาส่วนบนใหญ่และเรียวลงมาถึงข้อเท้า ตั้งตรงแข็งแรง ถ้าดูด้านข้างจะเห็นขนยาวเป็นเส้นตรงจากข้อเท้าด้านหลังขึ้นไปถึงข้อศอกเหมือนขาสิงห์ ขาหลังช่วงล่างมีทั้งตั้งตรงและเกือบตรง ช่วงบนด้านหลังจะมีขนยาว เป็นเส้นตรงขึ้นไปจนถึงโคนหาง เวลายืนท่าปกติจะรับน้ำหนักทรงตัวดี นิ้วเรียงชิดกัน ขนที่ปลายนิ้วยาวหุ้มเล็บ

หัว กะโหลกใหญ่ ปากยาวแหลม คอยาวกว่าหมาไทยทั่วไป กะโหลกศีรษะและปากรับกันเป็นรูปสามเหลี่ยม หูเล็กสั้น ตั้งป้องไปข้างหน้า ปลายหูเบนไปข้างๆ เล็กน้อย โคนหูทั้งสองอยู่ห่างกันมากกว่าหมาพันธุ์อื่น ๆ จึงใช้เป็นจุดเด่นในการสังเกตว่าเป็นหมาบางแก้ว ภายในหูมีขนปรายปิดรูหูอย่างสีดำมีแววของความไม่เชื่อใจใครง่ายๆ ขณะโกรธหรือขู่จะขึ้นแววฟ้า ใสแววที่เรียกกันว่า ตาเขียว จมูกสีดำ ฟันซี่เล็กข่าวคม มีเขี้ยวข้างบน 2 ล่าง 2 ลิ้นเป็นสีชมพู ส่วนมากไม่มีปานดำเหมือนหมาไทยทั่วไป

ขน ขนสองชั้น หนา ชั้นล่างละเอียดอ่อนนิ่ม ขนชั้นบนยาวเป็นเส้น เมื่อยังเล็กจะมีขนยาวปุกปุยแน่นทั่วตัว แต่เมื่อโตขึ้นจะมีขนยาวปานกลางแน่นทั้งตัว ขนที่กลางหลังตั้งแต่แผงคอไปยังโคนหางจะยาวกว่าขนบริเวณอื่น ๆ มีแผงขนเป็นชั้นช่วงสันหลัง เวลาโกรธจะฟูยกให้เห็นชัดเจน ด้านล่างจากข้อเท้าตอนล่างถึงโคนขาตอนบนจะมีขนยาวฟูพอประมาณ

หาง หางต้องเป็นพวง ถือเป็นลักษณะเด่นที่สืบทองดมาจากหมาจิ้งจอกลักษณะพวงหางแบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
1. หางตั้งโค้งไปข้างหน้า บางตัวหางจะเหยียดตรงวางทาบไปบนหลัง
2. หางพุ่งไปด้านหลังแล้วโค้งตั้งขึ้นเหมือนหางดาบ ถ้าหางยาวจะโค้งมาจรดหลัง ถ้ายาวมากจะเบี่ยงลงข้าง ถ้าหางพวงใหญ่มีน้ำหนักมาก หางจะไพล่ห้อยลงข้างตัว หางชนิดนี้มีอยู่มาก โดยเฉพาะแถบบ้านชุมแสงสงคราม
3. หางเป็นพวงลาดแบบแทงดิน ยาวห้อยลงอย่างหางม้า เวลาดีใจเมื่อเดินหรือวิ่งจะแกว่งหางไปมา เวลายืนหากมั่นใจว่าปลอดภัย จะยกหางสูงขึ้นเลยระดับตัวเล็กน้อย นักเลี้ยงหมาบางแก้วบางคนจะพูดถึงกิริยาหางนี้ว่า "ขึ้นได้-ลงได้" ลักษณะเช่นนี้เหมือนหมาป่ามาก เรียกว่า หางจิ้งจอก

สี หมาบางแก้วมีสีหลักคือ สีดำพื้น, สีน้ำตาลพื้น, สีน้ำตาลปรายย้อมดำ(เขียว), สีด่างน้ำตาลขาว, บางตัวนอกจากสีด่างดำขาว หรือสีน้ำตาลขาวยังแทรกจุดหย่อมเล็กกระจายมาน้อยทั่วทั้งตัวอีกด้วย ส่วนสีที่นิยมคือ ขาวปลอด ขาวน้ำตาล ขาวดำ

เสียงเห่า เสียงเห่าแหลมเล็กกว่าหมาไทย

การเดินวิ่ง เวลาเดินวิ่งจะเหยาะย่างสง่างามเหมือนม้าย่างเท้าสวนสนามปกติจะวิ่งซอยเท้าถี่

ข้อบกพร่อง ใบหูพลิ้ว, ไม่มีขนแผงรอบคอ, ขาหน้าเล็ก, ไม่มีแข้งสิงห์, ไม่มีขนคลุมนิ้วเท้า, หูใหญ่, หางขอด, ขนหลุดร่วง, ฟันบนยื่นกว่าฟันล่าง, ปากใหญ่, ตาใหญ่, หูไม่ตั้ง, หางไม่เป็นพวง, ขนสั้น, อัณฑะเม็ดเดียว, ฟันขาด 3 ซี่ขึ้นไปโดยไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ, หางขาด, ฟันล่างยื่นกว่าฟันบน, ปากทู่, ตากลม, สันหลังแอ่น

ลักษณะพิเศษของหมาบางแก้ว

คุณวิทยา หาญไพบูรณ์ ผู้สนใจอนุรักษ์หมาบางแก้วท่านหนึ่งได้แบ่งลักษณะใบหน้าของหมาบางแก้วไว้เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
1. ลักษณะหน้าเสือ ใบหน้าดูคล้ายเสือ มีกะโหลกศีรษะใหญ่ หน้าผากกว้าง โคนหูตั้งอยู่ห่างกัน หูเล็กแบะออกเล็กน้อย แววตาเซื่องซึม พื้นสีตามักจะเป็นสีเหลืองทองคล้ำ ม่านตาตรงกลางสีดำ มีขนย้อยจากโคนหูด้านล่างเป็นแผงที่คอ เรียกว่า แผงคอ แต่ไม่รอบคอ ขนมีทั้งฟูและไม่ฟู มีหางเป็นพวง ทั้งหางงอ และหางม้วน แลดูดุร้าย เป็นลักษณะของหมาบางแก้วที่ใหญ่ที่สุด
2. ลักษณะหน้าสิงโต มีกะโหลกศีรษะเล็กกว่าลักษณะหน้าเสือ หูเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยม ป้องไปข้างหน้ารับกับใบหน้าอย่างสวยงาม ปากไม่เรียวแหลมมาก ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป มีขนยาวตั้งแต่โคนหูลงมาด้านล่าง เป็นแผงรอบคอ และมีขนเป็นเคราจากใต้คางย้อยลงมาเหมือนคอพอกลงมาถึงคอด้านล่าง ที่บริเวณรอบลำคอมีขนยาวโดยรอบ มีทั้งขนสั้นฟูและฟูยาว เมื่องมองจากดานหน้าจะมีลักษณะคล้ายสิงโต ลักษณะเท้ายาวอูม ขนยาวหุ้มปลายเท้าเล็กน้อย มองดูคล้ายเท้าหมี ขนมีทั้งยาวฟู สั้นฟู หางมีทั้งม้วนสูงและม้วนต่ำ เป็นพวงและไม่เป็นพวง ช่วงตอนหน้าใหญ่ตอนท้ายเล็ก ยามปกติแววตาและท่าทางเซื่องซึม แต่เมื่อเป็นศัตรูปรือคนแปลกหน้า จะเปลี่ยนเป็นดุร้ายและคล่องแคล่วว่องไวทันที ลักษณะหน้าสิงโตเป็นลักษณะที่หายามาก นาน ๆ จึงจะพบเห็นสักตัวหนึ่ง
3. ลักษณะหน้าจิ้งจอก มีใบหน้าแหลม หูใหญ่กว่าลักษณะหน้าเสือและหน้าสิงโต ใบหูไม่ตรงโย้ออกด้านข้าง มองดูเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ปากแหลมเรียวและค่อนข้างยาว ขนอ่อนยาวเรียบ ขนหางเป็นพวง รูปร่างมีทั้งใหญ่ กลางและเล็ก นิสัยไม่ค่อยดุร้ายเหมือนสองพวกแรก
ข้อดีของหมาบางแก้ว จากการสอบถามผู้เลี้ยงทั่วไป และจากการศึกษาค้นคว้าของผู้ที่ได้ติดตามเรื่องหมาบางแก้วมาตลอด พบว่าหมาบางแก้วในความรู้สึกของชาวพิษณุโลก หรือชาวบ้านที่เคยเลี้ยงหมาบางแก้วที่นำไปจากจังหวัดพิษณุโลก ให้ความเห็นและพูดถึงข้อดีของหมาพันธุ์บางแก้วไว้ดังนี้
1. ความดุ ขึ้นชื่อมาก ขนาดขึ้นไปนั่งบนเรือนแล้วยังตามขึ้นไปกัดหรือขนาดเดินผ่านเลยบ้านไปแล้วยังวิ่งตามไปกัดอีก
2. มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอย่างยอดเยี่ยม รักและหวงเจ้าของมากจะเฝ้าอารักขาเจ้าของไม่ยอมห่าง
3. ขนาดรูปร่างพอเหมาะสวยงาม ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป (เล็กกว่าหมาไทยเล็กน้อย)
4. มีความสามารถในการดมกลิ่นดีมาก เหมาะที่จะใช้เข้าป่าล่าสัตว์
5. จำเสียงได้แม่นยำ จำเสียงพูด เสียงเดินของเจ้าของได้
6. มีความกล้าหาญ กล้าต่อสู้กับสุนัขที่โตกว่า
7. กินอาหารง่าย ไม่เลือกอาหาร
8. มีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี หน้าร้อน ไม่เหนื่อยง่าย หน้าหนาวขนยาวให้ความอบอุ่นสบาย
9. มีประสาทตื่นตัวอยู่เสมอ แม้แต่ขณะที่นอนหลับ

นิสัยใจคอของหมาบางแก้ว
นอกจากว่าจะดุ รักเจ้าของชนิดเฝ้าไม่เลิกจนเลื่องลือไปทั่วประเทศ แล้วยังมีนิสัยที่จะหาในสุนัขพันธุ์อื่นได้ยากนัก กล่าวคือ เป็นสุนัขที่รักเจ้าของ ดุหวงยอมขึ้นกับคนหรือเจ้าของ ชอบนอนเฝ้าอย่างใกล้ชิดเจ้าของ จดจำเจ้าของได้อย่างแม่นยำ จงรักภักดีอย่างจำกัดไม่ชอบสุงสิงหรือเอาใจใส่กับคนแปลกหน้า ไม่ยอมไว้ใจใครง่ายๆ ดุร้ายกับคนที่แปลกหน้าหรือคนที่แต่งตัวมอซอ หวงสิ่งของในบ้าน คนภายนอกหากแตะต้องจะกัดทันที ปราดเปรียว ว่องไว กัดแล้วไม่ค่อยยอมปล่อยเวลารุมกันทึ้งแบบตอด ไม่ใช้แรงปะทะ
1. การกินอยู่ มีความเป็นอยู่ง่าย รักษาตัวรอด ไม่ต้องการกักขัง จะทุรนทุรายไม่ยอมรับกรงง่าย ๆ ชอบอยู่ที่เย็น ๆ ชอบนอนแช่น้ำ ชอบกินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา ทั้งนี้เนื่องจากการเลี้ยงดูของชาวบ้าน ซึ่งมีอาชีพหาปลาเป็นหลัก ถ้าขาดปลาก็กินได้ไม่เลือก หากนำมาเลี้ยงแต่เล็กคงหัดให้กินอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มาจากท้องถิ่นเดิม ซึ่งเลี้ยงด้วยปลาเป็นพื้น มักจะเป็นพยาธิได้ง่าย จึงต้องหมั่นถ่ายยา หมาบางแก้วที่เลี้ยงไว้บางตัวเมื่อกินอาหารอิ่มแล้วถ้ามีเหลือกินจะนำไปฝังดินไว้ เพื่อไว้กินในวันต่อไป

2. การล่าเหยื่อ หมาบางแก้วมีนิสัยชอบล่า จมูกไว ดมกลิ่นเก่ง เวลาหมอบข้อศอกหน้าจะแนบกับพื้นดิน เท้าหลังแบออกทั้งสองข้าง เวลาจะกินน้ำในอ่างมักจะเอาเท้าข้างใดข้างหนึ่งจุ่มลงในน้ำก่อนกิน เมื่อพบของเหม็นจะลงไปนอนคลุกให้กลิ่นเหม็นติดตัวเพื่ออำพรางหรือเมื่อได้กลิ่นสัตว์จะใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างตะกุยดินขึ้นมาแล้วใช้ท่อนบนหมุนกลิ้งโดยรอบตัวจนดินติดตัวเสียก่อนจึงจะออกล่าเหยื่อ เวลาขู่จะเหยียดขาหน้าพุ่งไปด้านหน้าพร้อมผงกหัวขู่ การหมอบคลานจะย่องจับเหยื่ออย่างเงียบและกระชั้นชิด จึงเหมาะที่จะนำเข้าป่าล่าสัตว์

3. การฟังเสียง หมาบางแก้วมีสัญชาตญาณหมาป่าอยู่มาก รู้จักระวังภัย เวลานอนจะเอาหูติดพื้นดินเพื่อฟังเสียง และสามารถฟังเสียงได้ในระยะที่ไกล สามารถแยกเสียงเดินของคนออกว่าเป็นเจ้าของหรือคนแปลกหน้า สามารถจำเสียงรถยนต์และเสียงแตรรถได้ และมักจะวิ่งไปรับเจ้าของเมื่อได้ยินเสียงเดินหรือเสียงรถ

4. การเห่า เป็นธรรมดามากถ้าถูกหมาบางแก้วกัดโดยไม่เห่า หรือ ทั้งกัดทั้งเห่า แต่โดยสัญชาตญาณแล้วจะเห่าเมื่อพบสิ่งแปลกปลอมเข้ามาใกล้หรือตกใจ สำหรับตัวที่ดุมาก ๆ จะกัดคนแปลกหน้าที่เดินผ่านหน้าบ้านทุกคน ยกเว้นเจ้าของและคนเลี้ยง จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงให้เฝ้าบ้าน เฝ้าสวน เฝ้าไร่ เฝ้าโรงงาน เสียงเห่าของหมาบางแก้วจะไม่เหมือนกัน ถ้าเห่าคนเข้าบ้านเสียงหนึ่ง เห่าสัตว์เข้าบ้านเสียงหนึ่ง ผู้ที่ใกล้ชิดกับหมาบางแก้วจะแยกเสียงเห่าออก แม้กระทั่งว่าเสียงเห่านั้นอยู่ใกล้หรือไกล หรือเสียงร้องทักทายเจ้าของ ทักคนรู้จัก การเห่าของหมาบางแก้วทุกครั้งมีความหมาย ไม่ใช่ประเภทหมาเห่าใบตองแห้ง

5. ความจำ หมาบางแก้วเมื่อโตแล้วจะรักเจ้าของและถิ่นที่อยู่มาก แม้จะจากไปนานก็ยังจำได้ จะรักถิ่นที่อยู่ มีความจำดีเยี่ยม และสามารถหาทางกลับบ้านได้อย่างแม่นยำ เช่นเดียวกับนกพิราบสื่อสาร เพราะเคยมีผู้นำมันไปปล่อย เนื่องจากบางตัวชอบปีนรั้วออกนอกบ้านกลางดึกแล้วหาทางกลับเข้าบ้านไม่ได้ ก็ร้องตะกายประตูเจ้าของตองลุกขึ้นมาเปิดประตูให้เข้าบ้านกลางดึกทุกคืน จนเกิดความรำคาญ จึงได้นำไปปล่อยทิ้งห่างจากบ้านประมาณ 9 กิโลเมตร มันก็กลับมาบ้านได้อีก ครั้งที่สองนำไปปล่อยทิ้งต่างอำเภอกันห่างจากที่เดิม 17 กิโลเมตร ก็กลับมาได้อีก

6. ประจบ ขี้อิจฉา ซึ่งก็เหมือนสุนัขทั่วๆ ไปที่รักเจ้าของ แต่หมาบางแก้วค่อนข้างหวงเจ้าของ มากกว่าหมาไทยทั่ว ๆ ไป อยากได้การตอบสนองจากเจ้าของก่อนหมาตัวอื่นๆ หากเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านหลาย ๆ ตัว ถ้าผู้เลี้ยงแสดงความรักสุนัขตัวอื่น ๆ ให้หมาบางแก้วเห็น โดยมากเวลาลับหลังเจาของหมาแล้วหมาบางแก้วจะเข้าไปเล่นงาน สุนัขตัวนั้นทันที ทั้งนี้เพราะความขี้อิจฉา สุนัขตัวไหนที่มันเกลียดแล้วมักจะถูกรังแกอยู่ตลอดเวลา

7. รักความสะอาด โดยปกติหมาบางแก้วเติบโตในถิ่นที่อยู่ใกล้น้ำ เคยอาศัยในเรือนแพ จึงมีนิสัยรักความสะอาด ชอบอาบน้ำ เมื่อวิ่งเล่นเสร็จแล้วจะลงไปอาบน้ำในลำคลองสระ ความสะอาดอีกอย่างหนึ่งคือ ถ่ายเป็นที่แม้ในถิ่นกำเนิดแม่เลี้ยงไว้บนแพหรือบนบ้านที่น้ำท่วม หมาบางแก้วจะว่ายน้ำไปถ่ายตามจอมปลวก หรือบนขอนไม้ที่ลอยมาตามน้ำ หรือถ่ายบนแพคนอื่น ไม่ยอมถ่ายเลอะเทอะบนบ้าน

8. การผสมพันธุ์ หมาบางแก้วเป็นสุนัขพันธุ์ไทยที่มีสายเลือดสุนัขป่า จึงทำให้คงสภาพธรรมชาติ คือ จะเป็นสัดปีละครั้งเดียว ซึ่งแตกต่างจากสุนัขไทยทั่วไปหรือสุนัขฝรั่งที่เป็นสัดปีละ 2-3 ครั้ง ดังนั้นหมาบางแก้วจึงมีการผสมพันธุ์กันปีละครั้ง ระยะเวลาการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติจะอยู่ในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายฤดูหนาว คือระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน หมาบางแก้วจะเป็นสัดอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ และช่วงการผสมพันธุ์จะอยู่ในอาทิตย์ที่ 2 และตกลูกในช่วงปลายปีถึงต้นปี

9. การคลอดลูก เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว แม่หมาจะตั้งท้องนาน 9 สัปดาห์ จึงจะคลอดลูก ก่อนจะคลอดลูกประมาณ 15 วัน มันจะขุดรูหรือโพรงสำหรับเป็นที่คลอด ขนาดโพรงพอที่จะเข้าไปได้และด้านในพอที่หมุนตัวกลับได้ โพรงนี้ใช้ป้องกันภัยให้แก่ลูกคลอดแล้วมักจะนอนขขดตัวอุดรูปกป้องลูก บางตัวจะคุ้ยดินกลบลูกเพื่อป้องกันยุงกัด ถ้าเจ้าของช่วยไม่ทันลูกอาจตายได้ พอลูกมีอายุประมาณหนึ่งเดือนจะแข็งแรงวิ่งตามแม่ออกมาพ้นปากโพรงได้ ในช่วงที่ลูกอ่อนนี้จะดุมาก ใครจะเข้าใกล้ก็ไม่ได้นอกจากเจ้าของ

วิธีการเลือกลูกหมาบางแก้ว
ถึงแม้วาจะรู้รายละเอียดของสายพันธุ์ หรือได้เห็นคุณลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ ด้วยสายตาจนเองมาแล้วก็ตาม การเลือกซื้อสุนัขแต่ละครอก ก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดเอาไว้ โดยเฉพาะในการเลือกซื้อลูกสุนัข สำหรับผู้เลี้ยงหน้าใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสำคัญ เพราะดูยาก แม้ว่าจะไปซื้อถึงที่บ้านบางแก้วหรือบ้านชุมแสงสงคราม บางครั้งก็เจอพันธุ์ไม่แท้ เพราะการเลี้ยงดูอนุรักษ์ควบคุมพันธุ์ของชาวบ้านยังไม่ดีพอ ปล่อยให้พ่อพันธุ์บางแก้วผสมกับแม่พันธุ์พื้นบ้าน แล้วนำลูกมาขายเป็นพันธุ์บางแก้ว สำหรับผู้ที่ไม่เคยเลี้ยงและเรียนรู้มาก่อน ใคร่ขอแนะนำพอเป็นแนวทางในการเลือกลูกหมาบางแก้วดังนี้
1. เลือกหูเล็กกว่าทุกตัวในครอกเดียวกัน

2. กะโหลกศีรษะใหญ่ กระหม่อมแบนราบ หน้าผากโหนก

3. โคนหางอวบใหญ่ หางใหญ่ยาวมากโน้มอยู่กลางหลัง

4. ขนเส้นยาวละเอียดนุ่มกว่าตัวอื่น ขนตามลำคอและศีรษะยาว

5. สีด่างได้ลักษณะตามตำแหน่งสวยงาม

6. หน้าแด่นหรือแบ่งเป็นเส้นจากปลายปากถึงกะโหลกศีรษะ ถ้ามีน้อย ไม่ยาวมากเรียก แด่น แต่ถ้าเส้นยาวมีมากและแยกส่วนศีรษะออกเป็นสองส่วนเรียก แบ่ง

7. ปลายปากแหลมเล็ก ปลายปากขาว (ขาวเป็นวงรอบปลายปาก) เรียกว่า "ปากคาบแก้ว"

8. จมูกต่ำ ลูกนัยน์ตาเล็กมีลักษณะตาเหลี่ยม

9. ขาใหญ่ มีสีสวยสะดุดตา การแต้มสีด่างได้ลักษณะตามตำแหน่งสวยงาม

10. รูปร่างสมบูรณ์ใหญ่สวยงามเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส

11. มีสุขภาพดี นิสัยร่าเริง ปราดเปรื่อง ไม่อยู่นิ่ง

แหล่งพันธุ์หมาบางแก้ว

ในสมัยก่อนการหาซื้อลูกหมาบางแก้วต้องไปหาซื้อในหมู่บ้านของตำบลบางแก้วหรือตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ การเดินทางเข้าไปในสองตำบลดังกล่าวทำได้ด้วยอาศัยเรือเดินเท้าเท่านั้น การเดินทางด้วยเรือต้องพายเรือรอนแรมค้างคืนด้วยความยากลำบาก ผู้ไปต้องมีอาวุธปืนหรือป้องกันตัวเองและคณะด้วย ดังนั้นการซื้อลูกหมาบางแก้วด้วยเงินจึงไม่เป็นที่ถูกใจชาวบ้านมากและดูขลังดี ปัจจุบันยังใช้วิธีนี้อยู่บ้าง

ตำบลบางแก้วนั้นในปัจจุบันเมื่อมีถนน มีรถยนต์วิ่ง และมีชาวบ้านบางคนได้นำสุนัขพันธ์จูหรือพันธุ์อื่น ๆ มาเลี้ยง เกิดการผสมพันธุ์กันทำให้หมาบางแก้วรุ่นต่อ ๆ มากลายพันธุ์ไปมาก
ดังนั้นในระยะหลังๆ หมาบางแก้วที่มีลักษณะสวยงามจึงมีน้อยตัวลง และอยู่กระจัดกระจายออกไปเพราะขาดผู้ที่จะเลี้ยงดูอย่างจริงจัง ทั้งไม่ได้ศึกษาพันธุ์ประวัติและคุณลักษณะที่ดีเด่นของหมาพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์ไว้ให้ต่อเนื่อง ทำให้สายพันธุ์ในหมู่บ้านลักษณะด้อยลงเรื่อย ๆ จะหาพันธุ์แท้มีลักษณะดีเด่นสวยงามถูกลักษณะของหมาบางแก้วได้ยากยิ่ง

ขณะนี้หมาบางแก้วมีเหลือพันธุ์ และรักษาพันธุ์ไม่กลายอยู่ที่บ้านชุมแสงหมู่ที่ 2 ตำบลชุมแสงสงคราม ซึ่งหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ห่างจากบ้านบางแก้วประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางติดต่อถึงกันได้ หมู่บ้านนี้มีอาชีพทำการประมงเท่านั้นจะทำอย่างอื่นเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวก็ไม่ได้ เนื่องจากฤดูฝนน้ำท่วม ฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก จึงได้เข้ไปส่งเสริมจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขบางแก้วให้คงไว้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกโดยมีผู้ใหญ่ประเทือง คงเจริญ เป็นผู้ใหญ่ที่ให้ความสนใจสุนัขบางแก้วตลอด ทั้งการผสมพันธุ์และการส่งเสริมให้ลูกบ้านเลี้ยง มีการสนับสนุนในการจดทะเบียนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์และให้การผสมพันธุ์อย่างถูกวิธี พร้อมกับให้หมายเลขที่ใบหู แล้วออกใบรับรองพันธุ์ประวัติให้ทุกตัว นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งคลังยาเพื่อผู้เลี้ยงจะได้ซื้อยาและวัคซีนในราคาถูก ผู้ที่เข้าไปซื้อลูกหมาบางแก้วในหมู่บ้านชุมแสงสงคราม จะพบว่าหมาบางแก้วในหมู่บ้านตามบ้านของสมาชิกจะมีป้ายแขวนคอกันทั่วไป นั่นหมายถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ทางกลุ่มได้คัดเลือกพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ นอกจากนั้นจะมีการตอนหมดเพื่อป้องกันการผสมพันธุ์ลักษณะไม่ดี การผสมพันธุ์ของกลุ่มจะต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบและแจ้งเกิดลูกสุนัขด้วย เมื่อลูกสุนัขอายุ 40 วันทางกลุ่มจะทำการคัดเลือกสุนัขที่เข้าหลักเกณฑ์ไว้ ติดเบอร์หูและออกใบรับรองพันธุ์ให้ หากมีการซื้อขายก็จะฉีดวัคซีนให้ด้วย จึงเป็นการรับรองได้ว่า ผู้ที่ซื้อลูกสุนัขจากทางกลุ่มจะได้หมาบางแก้วแท้แน่นอน ผู้ที่ต้องการติดต่อซื้อลูกหมาบางแก้วไปเลี้ยง จึงสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่
ผู้ใหญ่ ประเทือง คงเจริญ
ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขบางแก้ว หมู่ที่ 2 ตำบลชุมแสงสงคราม
อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก 65140

หมาพันธุ์บางแก้วจะมีการผสมพันธุ์กันในระยะตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน และจะตกลูกอยู่ในช่วงฤดูหนาวพอดี คือในเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคมปลายปี ผู้ที่ต้องการจะได้ลูกหมาบางแก้วไปเลี้ยง ก็จะต้องรอไปถึงเดือนธันวาคมซึ่งจะมีลูกหมาบางแก้วโตพอที่จะนำไปเลี้ยงได้โดยปลอดภัย
นอกจากนี้ทุก ๆ ปี กลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขบางแก้ว บ้านชุมแสงสงคราม ยังได้นำลูกสุนัขบางแก้วของหมู่บ้านมาประกวด และจำหน่ายที่ในงานประจำปีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ช่วงเดือนมกราคมของทุกปี

การซื้อหมาบางแก้วไปเลี้ยง นอกจากบ้านชุมแสงแล้ว เพื่อไม่ให้ถูกหลอกนำลูกสุนัขพันธุ์ทางมาขาย ผู้ซื้อควรมีความรู้ถึงลักษณะนิสัยประจำพันธุ์บางอย่างตามที่ได้มีการบันทึกไว้ แต่หากใช้ความสังเกตเบื้องต้นสามารถสังเกตลักษณะ 3 สิ่งที่บอกถึงการเป็นหมาบางแก้วได้ คือ ปากแหลม ให้สังเกตจากกะโหลกหัวโดยมองตรงกับหน้า จะเห็นว่าจากกะโหลกมาปลายจมูกนั้นเรียวมากจนเป็นปากแหลม คือเรียวมากกว่าหมาไทยพันธุ์อื่น ๆ หูเล็กสั้น ตั้งป้องไปข้างหน้า ปลายหูเบนไปข้าง ๆ เล็กน้อย โคนหูห่างจากกันมากกว่าหมาไทยพันธุ์อื่นซึ่งหูก็เป็นจุดเด่นของหมาบางแก้วและสะดุดตาเมื่อพบเห็นได้ทันที หางจะตั้งเป็นพวง หรือโน้มมาบนหลังบ้าง หางไม่ยาวมาก ค่อนข้างจะสั้น หากหางม้วน หางขอด หางยาว หางสั้น จะเป็นลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา ไม่เหมาะใช้ทำพันธุ์

การสืบพันธุ์ของหมาบางแก้ว
ความสำคัญในการผสมพันธุ์สุนัขก็คือ การพยายามรักษาลักษณะพันธุ์แท้และพัฒนาลักษณะที่ดีจากพ่อและแม่ให้ถ่ายทอดไปสู่ลูก ดังนั้นขั้นตอนสำคัญคือการคัดเลือกและศึกษาข้อเด่นข้อด้อยของสุนัขที่จะมาเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์โดยรอบคอบ การผสมพันธุ์สุนัขโดยขาดความชำนาญย่อมนำมาซึ่งความสิ้นเปลืองและยุ่งยาก
หลักทั่วไปในการผสมพันธุ์คือ ไม่ควรผสมพันธุ์ระหว่างสุนัขที่มีสายเลือดใกล้ชิดกัน เช่น พ่อหรือแม่กับลูก ซึ่งเรียกกันว่า การผสมในสายสัมพันธ์เพราะจะทำให้ลูกสุนัขที่เกิดขึ้นรวบรวมเอาสิ่งไม่ดีจากลายเลือดให้มีมากขึ้น เช่น โรคต่าง ๆ ความไม่แข็งแรงของอวัยวะบางส่วน เป็นต้น ควรดูว่าเป็นพันธุ์แท้จริงตามที่ต้องการหรือไม่ โดยตรวจสอบจากใบประวัติสายพันธุ์หรือเพดดิกรี นอกจากนี้ยังไม่ควรผสมสุนัขแบบเปะปะปนเประหว่างพันธุ์นั้นกับพันธุ์นี้ ทำให้เกิดสุนัขที่มีสายเลือดไม่แท้ออกไป ผลร้ายก็คือ หากผู้ที่ไม่รู้นำไปขยายพันธุ์ต่อก็จะยิ่งเกิดการกลายพันธุ์หนักยิ่งขึ้นไปอีก

ประวัติสุนัขหลังอาน

สุนัขไทยหลังอานเป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์แท้ในเมืองไทย มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยแถบจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ลักษณะเด่นของสุนัขคือ ดุร้าย ชาวบ้านจึงนิยมเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านเพราะตามชนบทบ้านเรือนมักไม่มีรั้วรอบขอบชิดเหมือนบ้านในเมือง และกลางวันขณะที่ชาวบ้านออกไปทำไร่ทำนา ก็จะปิดบ้านไว้ให้สุนัขเฝ้าดูแลแทน
อย่างไรก็ตามสุนัขพันธุ์นี้มักดุร้ายต่อเมื่ออยู่ในบ้านเท่านั้นหากออกนอกบ้านแล้วจะไม่ทำอันตรายใครทั้งสิ้น ยกเว้นเมื่อมันหรือนายของมันถูกทำร้าย
สมัยก่อนชาวบ้านนิยมอกหาอาหารโดยการเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งมักมีสุนัขติดตามไปช่วยล่าสัตว์ด้วย เพราะสุนัขนี้สามารถวิ่งได้เร็ว เรื่องมาจากมีช่วงลำตัวยาว อกลึกเป็นพิเศษและเอวคอด จึงถูกจัดเป็นสุนัขล่าเนื้อพันธุ์หนึ่ง แต่บางครั้งอาจได้ยินคนเรียกสุนัขพันธุ์นี้ว่า หมาตามเกวียน ตามลักษณะที่มันวิ่งตามเกวียนไปกับผู้เลี้ยงขณะเดินทาง
เรื่องราวของสุนัขไทยหลังอานที่มีบันทึกไว้เก่าแก่ที่สุดคือ บันทึกในสมุดข่อยโบราณสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2170 ประมาณ 354 ปีมาแล้ว ได้บันทึกเกี่ยวกับสุนัขไทยไว้ดังนี้

"………..สุนัขตัวมันใหญ่ มันสูง 2 ศอกเศษ มันมีสีต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน มีนมีขนที่หลังกลับ มันร้าย มันภักดีกับผู้เลี้ยงมัน มันหากิน ขุดรูหาสัตว์เล็ก ๆ มันชอบติดตามผู้เลี้ยงไปในป่า มันได้สัตว์มันจะนำมาให้เจ้าของ มันภักดีบ้านเรือน มันรักหมู่พวกของมัน มันไปกับเจ้าของมันถึงต้นยางมีน้ำมัน มีกำลังกล้ามกล้าหาญ ไม่กลัวใคร ธาตุของสีทั้งหลายเป็นสุวรรณรัชตะชาด มันมีโคนหูสูง มันมีหางเหมือนดาบชาวป่า ถ้าผู้ใดมีไว้จะได้รับความภักดีจากมัน"

"ศัตรูอยู่ใกล้กาย เพื่อนตายอยู่เบื้องต่ำ"
ซึ่งสุนัขไทยหลังอานได้มีผู้สนใจเลี้ยงและศึกษาอยู่ในบุคคลหลายเรื่อยมา จนตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา

การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานได้นิยมแพร่หลายขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่าง ๆ จังหวัดพร้อมกับได้มีการพัฒนา สุนัขพันธุ์ไทยขึ้นกว่าเดมิมาก เช่น มีลักษณะร่างกายสูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ลักษณะขนสั้นและเกรียน (กำมะหยี่) รวมทั้งลักษณะของอาน สามารถทำรายได้จากการเลี้ยงมาเป็นอาชีพเสริมให้กับผู้เลี้ยงอีกทางหนึ่งด้วย และในปี พ.ศ. 2531 กลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์ ไทย ได้เริ่มก่อตัวและจัดตั้งเป็นชมรมและสมาคมขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการที่จะเสริมและพัฒนาสุนัขพันธุ์ไทยได้มาตรฐานยิ่งขึ้น
ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขแห่งประเทศไทยได้ยื่นขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์สุนัขแห่งเอเชีย (A.K.U.) และสมาคมสุนัขโลก (F.C.I.) เพื่อขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์ พิทักษ์สุนัขไทยพันธุ์หลังอาน สมาคมทั้งสองจึงจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบและได้ยอมรับมาตรฐานของสุนัขไทยหลังอาน จึงรับเข้าเป็นสมาชิกไว้เมื่อปี พ.ศ.2530 เท่ากับพิสูจน์ให้เห็นว่าสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานเป็นสุนัขชั้นดีที่มีความสวยงามและความสามารถไม่แพ้สุนัขต่างประเทศเช่นกัน
(หมาหลังอาน : ปรีชา เพ็ญเจริญรุ่ง)

ลักษณะมาตรฐานของสุนัขหลังอาน
ส่วนหัว
ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ หัว, หู, จมูก, ปากและฟัน

ลักษณะของหัวจะเป็นรูปลิ่ม หน้าผากกว้าง กรามใหญ่ ปากมนไม่แหลม มุมปากลึก ริมปากปิดสนิทพอดีกับกราม บริเวณปากจะมีสีดำหรือที่เรียกว่าปากปอม ในสุนัขหลังอานสีน้ำตาลส่วนใหญ่ปากจะมาอม สีอื่น ๆ ปากอาจจะมอมหรือไม่มอมก็ได้ ฟันขาวสะอาดเป้ฯระเบียบ ฟันบนขบชิดแนบสนิทกับฟันล่าง ฟันบนควรมี 20 ซี่ ฟันล่าง มี 22 ซี่ เขี้ยวแหลมมี 4 เขี้ยวขบกันสนิท ตาค่อนข้างเรียวเล็กแหลมรับพอดีกับหน้าผาก สีของดวงตากลมกลืนกับสีของลำตัว และแววตาเป็นประกายน่าเกรงขาม เวลาจับจ้องคนแปลกหน้าจะเห็นความไม่ไว้วางใจปรากฏในแววตา ทำให้เกิดความน่ากลัว จมูกใหญ่เป็นสีดำสนิท สันจมูกกว้าง ลิ้นต้องมีปานสีดำ หน้าผากและจมูกดั้งจมูกยื่นตรงขนานกันและกัน หูทั้งสองข้างเป้ฯรูปสามเหลี่ยมปลายแหลม หรือหูรูปกรวยมีขนาดพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไปเกินไป ไม่ไหลุบหรือตูบไปข้างหน้าหูจะไม่ชิดหรือห่างเกิดไประหว่างหูทั้งสองมีลักษณะเป็นเส้นตรง ไม่นูนหรือแอ่นตรงกลางและหูต้องตั้งตรงรับพอดีกับส่วนหัว
คอ
คอต้องตั้งตรงและแข็งแรง ไม่ยาวและหนาจนเกินไป มีขนาดพอดีกับลำตัวและส่วนหัว มีขนาดพอดีกับลำตัวและส่วนหัว คอส่วนล่างโค้งรับกับอกและลำตัว เหนียงคอต้องไม่ยานเหมือนเหนียงวัว คอต้องเชิดทำให้หัวสุนัขดูสง่างาม
ลำตัว
ควรมีลักษณะสมส่วน กล่าวคือ ลำตัวมีกล้ามเนื้อคล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดของลำตัวเมื่อวัดความยาวและส่วนสูงของลำตัวแล้วความยาวขอลำตัวจะต้องไม่ยาวกว่าส่วนสูงเกิน 1 นิ้ว หรือที่นักเลงเลี้ยงสุนัขเรียกว่า 10 ต่อ 9 ความยาวของลำตัววัดจากส่วนอกด้านห้าถึงสะโพกด้านท้าย ส่วนความสูงวัดจากหัวไหล่ด้านหน้า ไหล่ต้องผึ่งผายลำตัวควรจะเพรียวลม เวลาเดินหรือวิ่งสันหลังจะตรงเสมอกัน ไม่แอ่นเอียงลาดจากโหนกไหล่ลู่ลงส่วนท้าย บริเวณสันหลังจะมีอานซึ่งเกิดจากขนที่ชี้ย้อนกลับ ลักษณะเป็นแผ่นเล็กบ้างใหญ่บ้าง
อก
เมื่อมองจากทางด้านข้างในขณะที่สุนัขยืน จะเห็นว่าอกไม่ใหญ่มานักแต่อกจะลึก ความลึกของอกมีประมาณ 50 ส่วนของความสูงทั้งหมด กล่าวคือ อกจะลึกมาถึงระดับข้อศอกของขาหน้าทำให้ปอดและหัวใจใหญ่เวลาวิ่งจะเหนื่อยช้า
ท้องและเอว
ท้องกว้างโค้งและคอดกิ่วไปถึงบริเวณ ส่วนเอวจะเล็กและคอด ทำให้กระโดดได้สูงและวิ่งได้ไกล วิ่งได้เร็ว
ขา เท้า และเล็บ
ขาหน้าควรเหยียดตรงแบะขนานกัน ขาไม่โก่งงอหรือคดปลายหรือไม่แบะออกข้าง ข้อศอกกระชับแน่นกับลำตัวช่องว่างระหว่างขาทั้งสองกว้าง ขาหลังมีกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดมองเห็นได้ชัดเจน โดยขาหลังสั้นกว่าขาหน้า เวลายืนขาหลังจะเฉียงไปทางข้างหลังเล็กน้อย และกางออกจากกันเป็นฐานที่มั่นคง ขาไม่ควรดึงเป็นเส้นตรง ควรมีข้อเข่าและน่องที่ย่อลงเล็กน้อย ทำให้เกิดมีแรงส่งในการวิ่ง ก้าวได้ยาว และทำให้ส่วนท้ายย่อลง ช่องว่างระหว่างขาคู่หน้าและขาหลังควรจะสัมพันธ์หรือได้สัดส่วนกันกับความสูงของลำตัว ถ้าตัวยาวบั้นท้ายจะแกว่ง และขาจะสั้นไม่ได้สัดส่วน ดังนั้นลักษณะที่ดีในการเดินคือ หัวตั้ง หางเชิด ขาไม่แบะ
ในส่วนของเท้าและเล็บ เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ต้องไม่มีนิ้วติ่งถ้ามีติ่งต้องตัดออก อุ้งเท้าควรหาและใหญ่ ค่อนข้างกลม นิ้วจิกงุ้มดูแน่นไม่แผ่ออกดุกลมเหมือนเท้าสิงห์ เวลาเดินหรือยืนนิ้วเท้าจะกางออกจากกันเล็กน้อยเรพาะระหว่างนิ้วเท้าจะมีหลังที่ยืดออกได้ เล็บเท้าควรสีดำหรือกลมกลืนกับสีของขนและควรเป็นสีเดียวกันทั้งหมดทุกเล็บ
หาง
หางที่ดีขณะที่ยืนหางจะต้องตั้งชี้ขึ้น และโค้งเรียวเหมือนกับดาบตั้งตรงกับแนวสันหลัง ตรงปลายหางอาจเป็นสีดำ กระดูกหางมีระหว่าง 16-20 ข้อ ควรจะมีหางที่ยาวเลยข้อศอกของขาหลังเล็กน้อยดูแล้วสมตัว ถ้าหากงอขดบิดม้วนติดหลังหรืองอจนปลายหางจรดหลังหรือหางชี้ไม่โค้ง หรือบิดเบี้ยวบิดงอ ถือว่าไม่สวยและใช้ไม่ได้
หนัง
หนังควรจะหนาดีกว่าหนังบางบาง จะทำให้ทนทานต่อการขีดข่วนได้ดี ทดสอบได้โดยใช้มือกำหนังทางด้านต้นคอหรือที่หลังขึ้นมาถ้ากำได้เต็มอุ้งมือ และย่นตามมือ แสดงว่ามีหนังหนา ถ้าหนังไม่หนาจะไม่ค่อยอดทน
ชนิดของขน
แม้ว่าพันธุ์สุนัขหลังอานจะมีเพียงพันธุ์เดียวเท่านั้นแต่ก็มีการแบ่งออกเป็ฯ 4 ชนิด คือ
1.สุนัขหลังอานชนิดขนยาว เดิมทีสุนัขไทยมีขนยาวแต่ต้องเป็นขนที่ยาวไม่เกิน 2 ซม. ถ้ายาวเกินกว่านี้ โดยมากจะเป็นสุนัขหลังอานที่ผสมกับพันธุ์ต่างประเทศ มีข้อดีอยู่บ้าง คือไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคผิวหนัง ยุ่งไม่กัด แต่มีข้อเสียเรื่องคอยดูแลรักษาเรื่องความสะอาด มีเห็บ หมัดอาศัย ดูดกินเลือด ทำให้เสียเวลาในการดูแลมาก และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง

2.สุนัขหลังอานชนิดขนสั้น ได้มีการนำเอาสุนัขไทยหลังอานขนยาวมาผสมพันธุ์ กับสุนัขพันธุ์หลังอานขนธรรมดา ได้ลักษณะใหม่ที่มีขนสั้นแต่ไม่เกรียนติดหนัง เคยได้รับความนิยมเลี้ยงมากก่อนพักหนึ่ง ปัจจุบันยังพอนิยมอยู่บ้างเพราะขนที่สั้นดูแลรักษาความสะอาดง่าย สามารถมองเห็นตัวหมัดเห็บได้ดี ทนต่อยุงกัดได้ ไม่เป็นตุ่มแผลพุพอง ทำให้ใช้เวลาดูแลน้อย เลี้ยงปล่อยไว้ในบ้านไม่ต้องให้อยู่ในมุ้งลวด ที่สำคัญคือ มองเห็นอานได้ชัดเจน

3. สุนัขหลังอานชนิดขนเกรียน เกิดจากการปรับปรุงสายพันธุ์ต่อ ๆ มา จนขนสั้นเกือบติดหนัง เป้ฯที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุยันยิ่งราคาสูง แต่มีข้อเสียคือเปรียบเหมือนคนไม่สวมเสื้อผ้า ทุกครั้งที่ถูกยุงกัดจะเป็นตุ่มมีโอกาสเป็นโรคผิวหนัง ยากต่อการรักษา ต้องนอนมุ้งลวด รวมทั้งมองเห็นอานไม่ค่อยชัด
4.สุนัขหลังอานชนิดขนกำมะหยี่ สุนัขหลังอานที่มีขนสั้นแน่นเรียบเกรียนติดหนังที่เรียกว่า ขนกำมะหยี่ นี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากและมีราคาแพงกว่าชนิดอื่น ๆ มองเห็นอานได้ชัดกว่าชนิดขนเกรียน แต่มีข้อเสียที่ทุกครั้งยุงกัดจะเป็นตุ่ม เป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ต้องนอนในมุ้งลวด

สีของขน
สีของสุนัขหลังอานเท่าที่พบมีสีน้ำตาล สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลดำ สีน้ำตาลอ่อน สีสวาด สีดำ สีขาว สีกลีบบัว เป็นต้น

1.สีแดง สุนัขพันธุ์หลังอานสีแดงเป็นพันธุ์เก่าแก่ ต้นสายมาจาก จังหวัดตราด จันทบุรี และระยอง(นิยม สีออกน้ำตาล สีลูกวัว สีนวล รวมเป็นสีแดงหมด เช่นสุนัขสายจังหวัดจันทบุรี ตราด ออกสีน้ำตาลอ่อน ขาบเข้ม เขาจะเรียกว่า หมาแดง ทั้งสิ้น) สุนัขหลังอานสีแดงเป็นสีที่มีขนสวยงาม ปัจจุบันสุนัขที่จัดว่าเป็นพันธุ์โบราณ คงมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมากกว่าสีอื่น ๆ คงจะเป็นด้วยสีแดงเป็นแม่สีที่แรง และอยู่ได้คงสภาพ แจกลูกสืบเชื้อสายให้ตัวอื่นได้ง่าย เป็นสุนัขที่จัดว่าค่อนข้างอดทนและบึกบึน ปัญหาเรื่องขนสีมีน้อย
2.สีสวาดหรือสีเทา เป็นสุนัขระหว่างสีดำกับสีแดงเข้ากัน แดงอ่อน ๆ กับดำ ถึงจะหลุดออกมาเป็นสีเทา เป็นสุนัขหลังอานที่หลวงปริพนธ์ พจนพิสุทธิ์ ได้ผสมขึ้นมาเป็นรั้งแรก กล่าวได้ว่าสุนัขไทยสีเทา (สวาด) ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลูก หลาน เหลน ของสุนัขที่ชื่อว่าเจ้าเทาของคุณหลวงเกือบทั้งสิ้น เดิมทีเดียวยังเป็นสุนัขหลังอานขนยาวไม่สั้นเกรียนอย่างในปัจจุบัน มี ทั้งเทาดำ เทาขี้เถ้า เทาเงินยวง ในปัจจุบันนำมาผสมกันกับสุนัขทางสายตราด และจันทบุรี จะได้เป็นขนกำมะหยี่และเป็นกำมะหยี่ที่เงาแต่อานจะไม่ใหญ่ โดยมากมักเป็นอานลูกศร หรืออานพันขนาดเล็ก ถ้ามีอานใหญ่ก็นับว่าชั้นหนึ่งแต่จะได้น้อยมาก
สุนัขสีสวาดขนกำมะหยี่มีอานราคาแพงพุ่งสูงสุดในเรือนแสน สยบราคาสุนัขนอกราคาตกต่ำไปอย่างสิ้นเชิง ราคาผสมพ่อพันธุ์สวาดตัวเอก สูงถึง 5 เท่าของราคาผสมพ่อพันธุ์อัลเซเชียล แต่บางทีลูกที่ออกมาไม่ค่อยดี เพราะสายพันธุ์ที่เป็นอยู่ถือว่ายังไม่นิ่งถาวรยังคงแฝงส่วนบกพร่องของฟู่ ย่า ตา ยาย ติดอยู่ ครั้นผสมพันธุ์ยังมีเลือดเสียแฝงอยู่ จุดปมด้อยยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัด สุนัขสวาดยังคงใช้เวลาในการผสมพันธุ์ต่อกีก4-5 ปี จึงจะได้สายเลือดถาวรที่แท้จริง

3.สีดำ เป็นสีโบราณที่มีมานานที่สุด จัดว่าเป็นพ่อสีหลักของสุนัขสีต่าง ๆ อีกมากมาย สุนัขสีดำที่ดำสนิทจริง ๆ นั้นสวยงามสวยงามมาก ธรรมชาติพิเศษของมันจะให้ต่อน้ำมันขับออกมาที่ขนดูเงางามกว่าสีอื่น ๆ ผิวหนังเนื้อในที่ดำนั้นนั้นเป็นพื้นทชสีที่ไม่เปลี่ยนยีนหรือลบสีเดิมได้ง่าย บางตัวเล็บ จมูก นม ตาก็ดำสนิทด้วย แต่จัดว่าเป็นสุนัขที่อาภัพ เพราะคนไทยไม่ค่อยนิยมและเป็นที่รังเกียจของคนที่ถือโชคลาง
4.สีขาว เป็นสีที่ดูแล้วสวยงามสะอาด ดูเด่นสวยงามมาก สุนัขหลังอานโดยเฉพาะที่ขนเกรียนนั้นปัจจุบัน หาได้ยากมาก ส่วนใหญ่ไม่ขาวปลอดสนิท มักจะมีแซมน้ำตาลอมแดง เหลืองนวล หรือแซมชมพู กล่าวกันว่าสุนัขสีขาวที่ถูกลักษณะจริง ๆ ต้องมีพื้นหนังเป็นสีดำหรือเทาหนังช้าง ทำให้ช่วยขับส่งความขาวของขนให้สว่างมากขึ้น และต้องมีจมูกดำ ตาแดง เล็บขาวด้วย
5.สีเขียว คนโบราณมักเรียกว่าสีน้ำตาลอ่อน ขนาด70-80 เปอร์เซ็นต์ แซมขนดำ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นสีเขียว สุนัขสีเขียวจัดเป็ฯต้นสายสำคัยสีหนึ่งที่ทำให้ได้สีสวาดในปัจจบันหาได้ยากขึ้น
6.สีนากหรือสีโกโก้ เป็นผลจากสีแดงผสมกับสีดำ จัดเป็นสีที่สวยดีอีกแบบหนึ่ง และลึกซึ้งกว่าพันธุ์สีแดง สุนัขหลังอานสีนากอ่อนค่อนข้างจะหายาก โดยเฉพาะพวกขนเกรียนกำมะหยี่ สีนากทั้งตัวส่วนใหญ่จะพบได้ค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะด่างอก ขา และหาง
7.สีกลีบบัว เกิดจากสุนัขพันธุ์สวาดหรือสีเทาที่สายเลือดยังไม่นิ่งผสมกัยสีแดงจะออกมาเป็นสีกลีบบัว ประกอบกับยังมีตัวแปรอื่น ๆ ค่อนข้างมาก ผสมกันแล้วบางครั้งก็ออกมาเป็นสีกลีบบัวโรย บัวชมพู บัวอ่อน นักเล่นสุนัขมักเรียกหมาหลงสีเหล่านี้ว่า กลีบบัวทั้งหมด
8.สีลายเสือ สุนัขลายเสือมีลักษณะคล้าย ๆ กันเกือบทุกภาค คือจะมีลายพาดขวางตัว บางตัวด้านหลังจะเป็นลายพาดจรดกันอย่างก้างปลาเป็นสุนัขที่ค่อนข้างตัวเล็ก แคบ นาน ๆ จะพบตัวที่กะโหลกโต ส่วนใหญ่มีอกด่าง ขาด่าง และหางดอก ยังคงมีปรากฏอยู่ทุกภาค แต่ไม่ค่อยนิยมกัน
ลักษณะของอาน
อานของสุนัขเกิดจาก 2 ลักษณะ คือ เกิดจากขนที่ย้อนกลับไม่มีขวัญ และเกิดจากขวัญ ขวัญจะวนเป็นรูปก้นหอย จากไหล่ทั้ง 2 ข้าง แล้วจึงมาบรรจบกันที่หัวไหล่เป็นดวงกลมใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม. จากนั้นจึงเรียวลงไปตามแนวกระดูกสันหลัง จรดไหล่ของขาคู่หลังหรือโคนหางเช่นเดียวกับอานม้า หลังอานมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงว่าสุนัขไทยหลังอานมีอยู่ทั่วไป และน่าจะมีมาก่อนสมัยพระเจ้าทรงธรรมด้วยซ้ำ ซึ่งได้มีชื่อเรียกในสมัยก่อนว่า สุนัขใส่หลังอาน หรือสุนัขหลังมีอาน ต่อมาในปัจจุบัน เรียกว่า สุนัขหลังอาน หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า หมาหลังอาน โดยทั่วไปขนของอานจะมีสีเดียวกับขนของสุนัข และจะมีขวัญตั้งแต่ 2-5 ขวัญ สำหรับอานของสุนัขหลังอานนี้อานจะเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับชนิดของอานที่ใช้เรียกชื่อกัน ซึ่งแบ่งชนิดของอานได้ดังต่อไปนี้
1.อานเข็ม อานนี้ไม่มีขวัญ เป็นอานธรรมดาทั่วไป เกิดจากขนที่ย้อนกลับไปทางหัวเท่านั้น โดยขนนั้นจะยกตัวเป็นแผ่นเล็กมีขนาด 2-3 ซม. ที่สันหลัง แผ่นอานนี้จะเริ่มที่หัวไหล่ขาหน้า เรียบเล็กไปจรดโคนหาง
2.อานแผ่นหรืออานม้า เป็นอานธรรมดาทั่วไปและไม่มีขวัญเช่นกัน ลักษณะเช่นเดียวกับอานเข็ม คือขนที่หลังจะยกตัวขึ้นเป็นแผ่นขนาด 4-5 ซม. เต็มแผ่นหลังเหมือนอานม้าสุนัขที่มีอานเต็มแผ่นหลังนี้โดยมากอานจะมีขนาดใหญ่และหาได้ยาก เป็นที่นิยมเลี้ยง
3.อานเทพพนมหรืออานพรม อานชนิดนี้ไม่มีขวัญหรือไม่ได้เกิดจากขวัญ และขนบนหลังจะไม่ชี้ย้อนหลังไปทางหัว เพียงแต่ขนจะยกตัวขึ้นมาประสานกันเป็นแนวบนสันหลัง เหมือนกับการพนมมือไหว้พระ มักพบในสุนัขที่มีหลังอานที่มีขนยาว และเป็นลักษณะที่นิยม
4.อานธนูหรืออานลูกศร เกิดจากขวัญบริเวณหัวไหล่ของขาคู่หน้า ขดเป็นวงก้นหอย2 ขวัญบริเวณหัวไหล่ของขาคู่หน้า ขดเป็นวงก้นหอย 2 วง มาบรรจบกันที่สันหลัง แล้วเรียวเล็กปลายแหลมไปจดโคนหางหรือบั้นท้าย และยกเป็นแนวสันหลังสูงเห็นได้ชัดเจน อานเช่นนี้พบได้ในสุนัขหลังอานทั่วไปบางตำราถือว่าเป็นลักษณะแท้จริง ของสุนัขไทยหลังอาน และมักนิยมเลี้ยงไว้ผสมพันธุ์เอาลูก เพราะถึงแม้จะมีอานเล็ก แต่เวลาให้ลูกมักจะได้ลูกอานใหญ่ หรืออาน 4 ขวัญ ซึ่งเป็นอานพิณหรืออานใบโพธิ์
5.อานพิณ เกิดขวัญตั้งแต่ 3-4 ขวัญ โดยที่ตำแหน่งของขวัญจะอยู่ตรงหัวไหล่ของขาคู่หน้า 1-2 ขวัญมาบรรจบกัน แล้วเรียวไปถึงบริเวณหลัง ซึ่งบริเวณกลางหลงนี้ก็มักจะมีขัยอีก 2 ขวัญ แต่อยู่คนละฝั่งของสันหลังมาบรรจบกันป็นแผ่นกว้างที่กึ่งกลางหลังทำให้กลางสันหลังเป็นขนที่ชี้ย้อนกลังเป็นแผ่นใหญ่เต็มแผ่นหลัง จากนั้นก็จะเรียวเล็กปลายแหลมไปจดโคนหางมองแล้วดูเหมือนรูปพิณ
6.อานใบโพธิ์ ประกอบด้วยขวัญอย่างน้อยจำนวน 4-6 ขวัญเรียงเป็นระเบียบเหมือนกับอานพิณ แต่จะต่างกันตงที่ตำแหน่งของขวัญและบริเวณกึ่งกลางหลังเป็นแผ่นกว้างเต็มหลังจากกึ่งกลางสันหลังและส่วนที่เรียวเล็กปลายแหลมนั้นถ้าเป็นอานพิณส่วนนี้จะเรียวยาวไปจดหางแต่อานโพธิ์ส่วนนี้จะสั้นและยาวไม่ถึงโคนหาง มองดูแล้วมีลักษณะคล้ายใบโพธิ์อานแบบนี้หาได้ยาก ไม่ค่อยพบได้บ่อยนัก
7.อานไวโอลิน อานชนิดนี้เกิดจากขวัญจำนวนมากที่อยู่ห่างกันเป็นคู่ ๆ โดยคู่แรกจะอยู่ที่หัวไหล่ของขาคู่หน้า คู่ที่สองอาจเป็นขวัญคู่หรือขวัญเดี่ยว จะอยู่ห่างจากขวัญแรก ค่อนไปทางหางมากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอนตายตัวโดยจะยู่คนละข้างของแนวสันหลัง ตำแหน่งจะตรงกันหรือเกือบตรงกันจากนั้นจะเล็กเรียวไปจรดโคนหาง มีรูปร่างคล้ายไวโอลิน ที่นิยมมากคือชนิด 4 ขวัญ และขวัญอยู่ในตำแหน่งที่สมดุลเหมาะสม ดูแล้วสวยงาม จะหาดูได้ยาก ยิ่งถ้ามี5-6 ขวัญแบบนี้หาได้ยาก นาน ๆ จึงจะได้เห็นสักที
8.อานโบว์ลิ่ง อานชนิดนี้เกิดจากขวัญ 4-5 ขวัญ ที่บริเวณหัวไหล่หน้าอาจมีเพียง 1 ขวัญหรือไม่มีก็ได้ บริเวณสันหลังอาจมี 2 ขวัญ อยู่ตรงข้ามกันไม่ห่างมากนัก ส่วนที่หัวไหล่โคนขาจะมีอีกหนึ่งคู่ อยู่ตรงข้ามเช่นกัน แต่กว้างกว่าขวัญคู่แรก หรือขวัญบริเวณตอนกลางหลัง ลักษณะขวัญเช่นนี้มอดูแล้วจะมีลักษณะคล้ายรูปโบว์ลิ่ง

9.อานหูกระต่าย อานนี้มีลักษณะเป็นรูปวงรี อยู่บริเวณกลางหลัง ทางส่วนด้านบนตรงหัวไหล่ของขาคู่หน้าจะเป็นอานรูปหูกระต่าย 2 หู แยกออกจากกันดูคล้ายกับตัวกระต่ายนั่งหันหลัง อานแบบนี้หาดูได้ยากอีกแบบหนึ่ง

แหล่งพันธุ์สุนัขหลังอาน
ภาคตะวันออกของประเทศไทยยังมีสุนัขหลังอานเหลืออยู่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ห่างไกล ทำให้ไม่สามารถไปผสมกับสุนัขพันธุ์อื่นได้ สุนัขถิ่นนี้จึงมักยังคงสภาพพันธุ์แท้อยู่บ้าง ซึ่งมีแหล่งพันธุ์ที่ควรพิจารณาคือ
1.จังหวัดตราด มีการเลี้ยงที่อำเภอเมือง ที่บ้านน้ำเชี่ยง, บ้านปลายคลอง, บ้านที่พริกอำเภอแหลมงอบ ที่บ้านอ่าวช่อ อำเภอเขาสมิงและอำเภอคลองใหญ่
2.จังหวัดจันทบุรี มีการเลี้ยงที่อำเภอเมือง อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ เป็นต้น
3. จังหวดระยอง มีการเลี้ยงที่อำเภอเมือง อำเภอแกลง
สำหรับในกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี มีฟาร์มต่างๆ และผู้เลี้ยงอิสระอยู่หลายแห่ง