หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องที่กำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยได้กำหนดลักษณะต่างๆไว้ คือ สัญญา จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ และละเมิด ลักษณะที่สำคัญมี ๒ เรื่อง คือ นิติกรรมสัญญาและละเมิด ซึ่งจะได้ทำความเข้าใจในรายละเอียดกันต่อไป
นิติกรรมและสัญญา ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ
นิติกรรม คือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ซึ่งสามารถแยกประเภทของนิติกรรมออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
      นิติกรรมฝ่ายเดียว คือ นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายเดียวและมีผลตาม
กฎหมาย เช่นคำมั่นโฆษณาจะให้รางวัล การรับสภาพหนี้ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ คำมั่นจะซื้อหรือจะขายการทำพินัยกรรม การบอกกล่าวบังคับจำนอง
     นิติกรรมสองฝ่าย คือนิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เป็นคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันเกิดเป็นนิติกรรมสองฝ่าย ซึ่งเรียกว่า “สัญญา”
ความสามารถของบุคคลในการทำนิติกรรมสัญญา มีหลักว่า “บุคคลย่อมมีความสามารถในการทำสัญญา ยกเว้นบุคคลบางประเภท”
ผู้หย่อนความสามารถในการทำสัญญา ประกอบด้วยบุคคล ๖ ประเภท คือ
     ๑. ผู้เยาว์ คือ บุคคลที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เว้นแต่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยการสมรส มีหลักว่า “ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆียะคือถูกบอกล้างภายหลังได้” มีข้อยกเว้นที่ผู้เยาว์สามารถทำนิติกรรมสัญญาได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมก่อน คือ
    • นิติกรรมสัญญาที่ได้มาซึ่งสิทธิโดยสิ้นเชิงหรือเพื่อให้หลุดพ้นหน้าที่
    • การที่ต้องทำเองเฉพาะตัว
    • กิจกรรมที่สมแก่ฐานานุรูปและจำเป็นแก่การเลี้ยงชีพ
     ๒. คนวิกลจริต คือ คนที่สมองพิการหรือจิตใจไม่ปกติ
     ๓. คนไร้ความสามารถที่ศาลมีคำสั่งแล้ว คือคนวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ทำนิติกรรมสัญญาให้
     ๔. คนเสมือนไร้ความสามารถที่ศาลมีคำสั่งแล้ว คือ คนที่กายพิการหรือจิตฟั่นเฟือน,
ไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นในทำนองเดียวกันที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องให้ผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมก่อนจึงทำนิติกรรมสัญญาได้
     ๕. ลูกหนี้ที่ศาลคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โดยหลักแล้วลูกหนี้จะกระทำนิติกรรมสัญญาไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้จะกระทำนิติกรรมสัญญาได้เมื่อกระทำการตามคำสั่งหรือไดัรับความเห็นชอบ ของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้
     ๖. สามีภรรยาตามกฎหมาย โดยหลักแล้วสามีภรรยาต่างมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินทั้งในส่วนที่เป็นสินส่วนตัวและสินสมรสได้ แต่มีข้อยกเว้นที่ ต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.๑๔๗๖ รวม ๘ ประการ กล่าวคือ
   ? ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่จำนองได้
   ? ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
   ? ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน ๓ ปี
   ? ให้กู้ยืมเงิน
   ? ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
   ? ประนีประนอมยอมความ
   ? มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
   ? นำทรัพย์ไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
สามีหรือภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปได้เมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ ตาม มาตรา ๑๔๖๕ และ ๑๔๖๖ การจัดการทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสต้องดำเนินการตาม มาตรา ๑๔๗๖
ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือด้วย ถ้าการกระทำที่สามีภรรยาจะกระทำนั้นกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือ
การจัดการสินสมรสที่ต้องทำร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.๑๔๗๖ รวม ๘ ประการ นั้นหากทำไปเพียงฝ่ายเดียว คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องศาลขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
นิติกรรมสัญญา ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมสัญญาที่ฝ่าฝืนต้องตกเป็นโมฆะ คือเสียเปล่าเหมือนไม่มีนิติกรรมสัญญานั้นเกิดขึ้นเลย เช่น ทำสัญญาขยายอายุความเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
ที่ว่านิติกรรมสัญญาต้องไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น ต้องเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมสัญญานั้นจึงตกเป็นโมฆะ เช่นการตกลงให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ที่ขาดจากการบังคับจำนองตาม มาตรา ๗๓๓ ด้วยนั้นยังใช้บังคับได้ เพราะมิใช่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
นิติกรรมสัญญาต้องทำตามแบบ ซึ่งมีกำหนดไว้ทั้งที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ที่ต้องทำเป็นหนังสือ และที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มี ๖ ประเภท คือ
   ? การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   ? การแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   ? การให้อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   ? การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖
   ? การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า ๓ ปี หรือตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า
   ? สัญญาจำนอง
นิติกรรมสัญญา ที่ไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เว้นแต่การเช่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี
นิติกรรมสัญญาต้องทำเป็นหนังสือและที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มี ๗ ประการ คือ
   ? การทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ๖ ชนิด ตาม มาตรา ๔๕๖ หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต้อมีการวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน จึงฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
   ? การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้
   ? สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำตกเป็นโมฆะ
   ? การกู้ยืมเงินเกินกว่า ๕๐ บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้ การใช้เงินคืนก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสารการกู้ยืมเงินถูกเวนคืน หรือแทงเพิกถอนในเอกสารการกู้
   ? การค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้
   ? การใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย เช่น ตัวแทนไปซื้อขายที่ดิน ส่วนการใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อการนั้น ก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น ตัวแทนไปกู้ยืมเงิน
   ? สัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้

ละเมิด
ละเมิด คือ การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดๆ ผู้นั้นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด
โดยสรุปแล้วการทำละเมิดประกอบด้วย การกระทำ ๓ ประการ คือ
การกระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย หมายถึงการกระทำและละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องกระทำ
กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จงใจ คือ กระทำโดยรู้สำนึกและรู้ว่าจะทำให้เขาเสียหาย ส่วนประมาทเลินเล่อ คือ การกระทำที่ขาดความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นและหมายความรวมถึงการไม่ป้องกันผลที่จะเกิดขึ้นโดยประมาทแม้ตนเองมิได้กระทำให้เกิดผลนั้นด้วย เช่น ขันรถยนต์ไปในถนนที่จราจรคับคั่งด้วยความเร็วไม่ให้สัญญาณแตร เทศบาลขยายถนนแล้วไม่ถมให้เรียบ ไม่มีสัญญาณไฟในเวลากลางคืนจนมีผู้ขับรถชนบ่อที่ทำไว้
มีบางกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดในผลโดยไม่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ คือ ผู้ครอบครองหรือควบคุม ดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะ เว้นแต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง
กระทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยหลักแล้วผู้ที่ทำละเมิดต้องเป็นผู้รับผิดในผลละเมิด แต่ถ้ามีการร่วมกันทำละเมิด หรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริม หรือเป็นผู้ช่วยเหลือในการกระทำละเมิด บุคคลเหล่านั้นต้องร่วมกันรับผิดด้วย
ผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องร่วมรับผิดร่วมกับผู้ทำละเมิดแม้มิได้ร่วมกันทำละเมิด หรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริม หรือเป็นผู้ช่วยเหลือในการกระทำละเมิด มี ๕ ประการ คือ
    • นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำลงไปในทางการที่จ้าง
    • ตัวการต้องร่วมกันรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งละเมิด ซึ่งตัวแทนได้กระทำลงไปในขอบอำนาจแห่งฐานะตัวแทน
    • บิดามารดาของผู้เยาว์ หรือผู้อนุบาลของผู้วิกลจริต ต้องร่วมกันรับผิดในผลละเมิดที่ผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริตกระทำ เว้นแต่ พิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังพอสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว
    • ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นที่รับดูแลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์หรือชั่วคราว จะต้องร่วมรับผิดกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ที่ทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
    • เจ้าของสัตว์ หรือบุคคลที่รับเลี้ยง รับรักษาไว้แทนเจ้าของ ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายอันเกิดจากสัตว์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษา ตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์ หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ประกอบด้วย การคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ และการใช้ค่าเสียหาย เช่น การลักทรัพย์ที่เป็นรถยนต์ การคืนทรัพย์ คือ การคืนรถที่ลักไป ส่วนค่าเสียหาย คือ การเรียกค่าเสียหายเป็นรายวันจากการที่ไม่ได้ใช้รถ
กรณีที่กฎหมายกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้โดยเฉพาะ
ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ทำให้เขาถึงตาย มี ๔ ประการ คือ
   ? ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น เช่น ค่ารถบรรทุกศพ ค่าโลงศพ
   ? ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย เช่น บิดามารดากับบุตร
   ? ค่าขาดแรงงานที่ผู้ตายมีความมีความผูกพันตามกฎหมายต้องทำการงานให้แก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอก (ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอก)
   ? ค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้(ถ้าไม่ตายทันที)

ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกาย หรืออนามัย มี ๕ ประการ
ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น
ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่เจ็บป่วย
ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถในการประกอบการงาน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น ถูกทำร้ายจนพิการ
ค่าเสียหายที่ขาดแรงงานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอก
ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ต้องถูกตัดขา หน้าเสียโฉม พิการ เสียอนามัยเพราะต้องนอนทรมาน

อายุความ
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขาดอายุความเมื่อพ้น ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น ๑๐ ปี

นับแต่วันทำละเมิด
แต่หากเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาด้วย และอายุความทางอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ

ค้นหาที่ google