“ ช่องทางในการใช้สิทธิของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ”



       
       

 

 

 

สิทธิของประชาชนในการใช้สิทธิการเสนอคดีต่อศาลในคดีแพ่งหรือคดีอาญา ประชาชนย่อมสามารถทำได้โดยตรงอยู่แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ในคดีปกครอง ประชาชนย่อมสามารถเสนอคดีต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่สำหรับคดีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ โดยอาจเป็นเพราะกฎหมายที่ใช้บังคับขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับความคุ้มครองหรือถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการเสนอคดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้ว่าประชาชนจะไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ “ โดยตรง ” ก็ตาม แต่กฎหมายก็ได้เปิด “ ทางอ้อม ” ที่สามารถนำคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
        บทความนี้จะนำเสนอถึงช่องทางการใช้สิทธิของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสามารถใช้สิทธิได้กี่ช่องทาง และตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง
 


        ช่องทางแรก : การใช้สิทธิทางช่องทางศาล (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔)

        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ ได้บัญญัติไว้ว่า “ ในกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้นให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย
        ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
        คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด ” จากบทบัญญัติในข้างต้น หมายความว่า สิทธิของประชาชนที่จะนำเสนอคดีต่อศาลโดยตรงนั้นย่อมมิอาจมีได้ นั้นหมายความว่า ต้องให้ศาลยุติธรรม (ศาลแพ่ง ศาลอาญา หรือศาลชำนัญพิเศษอื่นๆ) หรือศาลปกครองหรือศาลทหารก็ได้ เป็นผู้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นกรณีของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร เห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมาย(ซึ่งต้องเป็นกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชกำหนด เท่านั้น) ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตามหลักของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖ ซึ่งจะเป็นกรณีที่ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม หรือศาลปกครองหรือศาลทหาร เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น
        ทั้งนี้ ต้องรอการพิจารณาในส่วนที่มีปัญหาข้อโต้แย้งเสียก่อนเป็นการชั่วคราวเพื่อรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่๑


 


        ช่องทางที่สอง : การใช้สิทธิโดยผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ((รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๑๙๘)

        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๑๙๘ ได้บัญญัติว่า “ ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลใดตามมาตรา ๑๙๗ (๑) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี
        ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า ”
ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าว ได้วางเกณฑ์ไว้ว่าประชาชนสามารถเข้าร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยให้ว่ากฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ได้แกปัญหาดังกล่าวต้องเป็นปัญหาว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเมื่อประชาชนร้องเรียนไปแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาก็จะเสนอความเห็นมายังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยกฎหมายต่อไป
        เหตุที่กฎหมายบัญญัติไม่สามารถให้สิทธิแก่ประชาชน สามารถฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง คงเป็นเพราะ หากเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงแล้ว คดีคงจะล้นโรงล้นศาลเป็นแน่แท้ และเพื่อให้เกิดการกลั่นกรองประเด็นปัญหาที่สำคัญจริงๆ จึงสามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีช่องทางพิเศษที่ไม่เหมือนกับศาลทั่วๆไป อันถือเป็นการใช้สิทธิ “ ทางอ้อม ” ในการเสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ.

 

ค้นหาที่ google