การอนุรักษ์ช้างไทย

รายละเอียดบทความ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีข่าวเกี่ยวกับช้าง คือ พลายโมตลาที่ไปเหยียบกับระเบิดแล้วทำให้เท้าหน้าบาดเจ็บถึงกับต้องผ่าตัดปลายขาออก โดยการช่วยเหลือของหน่วยงานหลายแห่ง คือ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนมีประชาชนได้ให้ความสนใจและบริจาคเงินช่วยเหลือในการรักษาและจัดทำขาเทียมให้จนกระทั่งช้างได้รับการผ่าตัดและแผลเกือบหานเป็นปกติแล้ว

     ข่าวดังกล่าวมีผลทำให้กระแสอนุรักษ์ช้างไทยมีมากขึ้น เนื่องจากช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาตลอด ซึ่งในครั้งหนึ่งไทยได้เสียเอกราชตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแต่แล้วพระนเรศวรมหาราชได้กอบกู้คืนมาได้เพราะสู้กันบนหลังช้างนั่นเอง และในปัจจุบันช้างยังถูกมนุษย์นำมาใช้งานโดยเฉพาะในการชักลากไม้ในป่า แม้ว่าในปัจจุบันช้างจะมีน้อยลงก็ตาม จากข้อมูลของโครงการอนุรักษ์ช้างไทยเมื่อปี พ.ศ. 2537 พบว่ามีช้างป่าประมาณ2,000 เชือกและช้างเลี้ยงคาดว่ามีอยู่ประมาณ 3,000 เชือก ซึ่งถือว่ามีปริมาณไม่มากนักในขณะเดียวกันช้างได้เข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นเนื่องจากหลายๆ สาเหตุเช่น การใช้พระราชบัญญัติปิดป่า ทำให้การชักลากไม้ลดลง ช้างถูกล่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือการใช้อาวุธตลอดจนได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้าง ทำให้พื้นที่อาศัยและพืชอาหารของช้างตลอดไป

    ชีววิทยาของช้าง ช้างเป็นสัตว์ที่อยู่ในตระกูล Elephantidae มี 2 สกุล (Genus) คือ ช้างอาฟริกาและช้างเอเชีย สำหรับช้างอาฟริกาแบ่งออกเป็น ช้างทุ่งอาฟริกาและช้างป่าอาฟริกา ส่วนช้างเอเชียแบ่งออกเป็น 3 ชนิดย่อยคือ ช้างย่อยศรีลังกา ช้างย่อยอินเดีย และช้างย่อยสุมาตรา ซึ่งช้างไทยจัดอยู่ในกลุ่มช้างย่อยอินเดีย ความแตกต่างระหว่างช้างอาฟริกากับช้างเอเชีย คือ ความสูง ขนาดและน้ำหนักตัว ซึ่งในลักษณะที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยช้างอาฟริกาจะมีลำตัวสูงใหญ่กว่าช้างเอเชียมาก โดยตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 4-5 ตัน ในขณะที่ช้างเอเชียตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3.5-4.5 ตัน เท่านั้น ส่วนตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ นอกจากนั้นจำนวนเล็บจะไม่เท่ากัน คือ ช้างเอเชียมีเล็บในแต่ละเท้ามากกว่าช้างอาฟริกา 1 เล็บ กล่าวคือ ช้างเอเชียเท้าหน้ามี 5 เล็บ เท้าหลังมี 4 เล็บ ส่วนช้างอาฟริกาเท้าหน้ามี 4 เล็บ และเท้าหลังมี 3 เล็บ นอกจากนั้นใบหูของช้างอาฟริกาจะกางแผ่ออกและใหญ่กว่าช้างเอเชีย มากตลอดจนโครงสร้างของกระดูกสันหลัง ช้างเอเชียจะมีลักษณะโครงสร้างคล้ายโดมไปจนถึงสะโพก ในขณะที่ช้างอาฟริกาจะโค้งเพียงเล็กน้อยจากหลังกระดูกไหล่

     ลักษณะโดยทั่วไปของความสมบูรณ์ของช้างเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ (หมายถึงวัยที่พร้อมจะตั้งท้องและสามารถเป็นแม่ได้สำหรับช้างตัวเมีย ส่วนตัวผู้หมายถึง ช้างที่พร้อมจะเป็นพ่อค้าได้แล้วเช่นกัน) ถ้าเลี้ยงดูได้ดีมีอาหารสมบูรณ์จะเริ่มผสมพันธุ์และสามารถตั้งท้องได้เมื่ออายุประมาณ 12 ปี แต่ในสภาพธรรมชาติที่อาหารไม่ค่อยสมบูรณ์ ความเป็นหนุ่มสาวจะล่าช้าออกไป ส่วนระยะเวลาในการตั้งท้องถ้าได้เป็นลูกช้างตัวผู้จะนาน 21-24 เดือน ถ้าได้เป็นลูกตัวเมียจะนานประมาณ 17-23 เดือน ปกติช้างจะตั้งท้องคลอดลูกได้ครั้งละ 1 ตัวเท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจได้ลูกแฝด เช่น

 

ช้างจุ๋ม จิ๋ม ที่จ.สุรินทร์ แต่โอกาสมีน้อยมาก โดยปกติช้างจะไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ทั้ง 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน อาจะเป็นเพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีตัวโต ต้องการอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ในการเจริญเติบโตมาก ดังนั้นหากมีมากกว่า 1 ตัว จะเกิดการแก่งแย่งดูดนมจากแม่และแย่งอาหารกัน ซึ่งตัวที่แข็งแรงกว่าเท่านั้นที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี

 

สำหรับงานอนุรักษ์ช้างไทยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ และในแต่ละภาคจะมีการจัดตั้งเป็นแห่งๆ ไป ในภาคเหนือคือ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ จ.สุรินทร์ และภาคใต้อยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วนศูนย์ประสานงานระดับจังหวัดจะตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีช้างมากกว่า 300 เชือก มีสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเป็นสำนักงานดูแลชั่วคราว ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้มีการตรวจสุขภาพของช้างเป็นประจำ โดยทำการเจาะเลือดแล้วไปตรวจดูสมรรถภาพการทำงานอขงร่างกาย ซึ่งคล้ายกับการตรวจเลือดในคน งานที่ทำส่วนหนึ่งซึ่งเป็นการวิจัยขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับค่าทางเคมีคลินิคในซีรัมช้างไทย ซึ่งได้แก่แร่ธาตุที่สำคัญกลูกโคส ยูเรีย และน้ำยาบ่อบางตัว เพื่อไว้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและเป็นข้อมูลพื้นฐานการวิจัยช้างไทยต่อไป ปัจจุบันจำนวนช้างได้ลดน้อยลงและส่วนหนึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในป่าจนได้รับบาดเจ็บหลายเชือกซื่งอาจจะไม่โชคดีเหมือนกับพลายโมตาลาเสมอไป ดังนั้นหากไม่มีการอนุรักษ์แล้ว ช้างไทยอาจสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยได้ จึงควรมีการอนุรักษ์ช้างไทยให้อยู่คู่กับไทยตลอดไป

โดย ผศ.อังคณา ผ่องแผ้ว